เลือกให้ถูกก่อน: กระเป๋าแบบเก็บกุญแจเอง หรือให้ระบบเก็บให้
คำถามแรกที่ต้องตอบก่อนเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียวคือใครถือกุญแจ เพราะคำตอบนี้เปลี่ยนทั้งสถาปัตยกรรม ต้นทุน และภาระทางกฎหมาย
Non-custodial — ผู้ใช้ถือกุญแจเอง
กุญแจอยู่บนเครื่องผู้ใช้เท่านั้น คุณเข้าถึงเงินของผู้ใช้ไม่ได้เลย ข้อดีคือภาระความรับผิดชอบต่ำและตรงกับหลักการของคริปโต ข้อเสียคือถ้าผู้ใช้ทำวลีกู้คืนหาย เงินหายถาวรและคุณช่วยไม่ได้ กระเป๋าส่วนใหญ่ในตลาดเป็นแบบนี้
Custodial — ระบบเก็บกุญแจให้
ใช้งานง่ายกว่ามากสำหรับคนทั่วไป ลืมรหัสก็รีเซ็ตได้ แต่แลกมาด้วยความรับผิดชอบมหาศาล เพราะคุณกำลังดูแลเงินของคนอื่น ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูง และในหลายประเทศรวมถึงไทยอาจเข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เราแนะนำให้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนเลือกทางนี้
ความสามารถที่พัฒนาให้ได้
- สร้างกระเป๋าใหม่และกู้คืนด้วยวลี 12 หรือ 24 คำตามมาตรฐาน BIP-39
- รองรับหลายเครือข่ายในแอปเดียว สลับเชนได้โดยไม่ต้องสร้างกระเป๋าใหม่
- ดูยอดคงเหลือและประวัติธุรกรรมของทั้งเหรียญประจำเครือข่ายและ Token
- ส่งและรับเหรียญ พร้อมสแกน QR และสมุดที่อยู่
- แสดง NFT ที่ถืออยู่
- สลับเหรียญในแอปผ่านการเชื่อมกับ DEX
- เชื่อมต่อ dApp ผ่าน WalletConnect
- ปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือหรือใบหน้าบนมือถือ
- ระบบ Multi-sig ที่ต้องมีผู้อนุมัติหลายคนก่อนโอน เหมาะกับกระเป๋าองค์กร
จุดที่กระเป๋าส่วนใหญ่ทำพลาด
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการส่งกุญแจส่วนตัวหรือวลีกู้คืนออกจากเครื่องผู้ใช้ ไม่ว่าจะด้วยการสำรองข้อมูลขึ้นคลาวด์แบบไม่เข้ารหัส หรือการส่ง log ไปยังเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ตั้งใจ หลักการที่เราถือคือกุญแจต้องไม่ออกจากเครื่องผู้ใช้ในรูปแบบที่อ่านได้ และการสำรองข้อมูลต้องเข้ารหัสด้วยรหัสผ่านที่มีแต่ผู้ใช้รู้เท่านั้น
ขั้นตอนการทำงาน
- กำหนดรูปแบบและขอบเขตตัดสินใจเรื่องการถือกุญแจ เครือข่ายที่รองรับ และฟีเจอร์ที่จำเป็นจริงในเวอร์ชันแรก
- ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ออกแบบขั้นตอนสร้างกระเป๋า สำรองวลีกู้คืน และการโอน ให้คนที่ไม่เคยใช้คริปโตทำตามได้
- พัฒนาแกนจัดการกุญแจส่วนที่ต้องระวังที่สุด ทั้งการสร้าง เข้ารหัส เก็บ และเซ็นธุรกรรม
- เชื่อมต่อเครือข่ายและบริการต่อกับ RPC node ดึงราคา ดึงประวัติธุรกรรม และเชื่อม DEX สำหรับการสลับเหรียญ
- ตรวจความปลอดภัยตรวจสอบเส้นทางที่กุญแจถูกใช้งานทั้งหมด และทดสอบสถานการณ์ผิดปกติ
- เผยแพร่และดูแลต่อนำขึ้นสโตร์หรือเปิดใช้งานบนเว็บ พร้อมระบบอัปเดตและเฝ้าระวัง
คำถามที่พบบ่อย
ทำกระเป๋าเองดีกว่าใช้ MetaMask ตรงไหน
ถ้าผู้ใช้ของคุณคุ้นเคยกับคริปโตอยู่แล้ว การเชื่อมกับ MetaMask ประหยัดกว่ามากและไม่ต้องดูแลความปลอดภัยเอง กระเป๋าของตัวเองคุ้มเมื่อต้องการควบคุมประสบการณ์ทั้งหมด ฝังฟีเจอร์เฉพาะของธุรกิจ หรือกลุ่มผู้ใช้เป็นคนทั่วไปที่ติดตั้ง MetaMask ไม่เป็น
ขึ้น App Store และ Google Play ได้ไหม
ได้ แต่ทั้งสองสโตร์มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับแอปคริปโต เช่น เรื่องการซื้อขายในแอปและการเปิดเผยความเสี่ยง เราเตรียมเอกสารและปรับแอปให้ผ่านเกณฑ์ได้
ถ้าผู้ใช้ทำวลีกู้คืนหาย ช่วยได้ไหม
ถ้าเป็นแบบ Non-custodial ช่วยไม่ได้เลย นี่คือธรรมชาติของระบบที่ผู้ใช้ถือกุญแจเอง สิ่งที่ทำได้คือออกแบบขั้นตอนสำรองวลีให้ชัดเจนตั้งแต่แรก และเตือนซ้ำจนกว่าผู้ใช้จะยืนยันว่าจดไว้แล้วจริง
รองรับกี่เครือข่าย
รองรับได้ไม่จำกัดจำนวนสำหรับเครือข่ายที่เข้ากันได้กับ EVM เพราะใช้โครงสร้างเดียวกัน เพิ่มเชนใหม่ทำได้ด้วยการเพิ่มค่าตั้งค่า ส่วนเครือข่ายที่ไม่ใช่ EVM เช่น Solana หรือ TRON ต้องพัฒนาส่วนเชื่อมต่อเพิ่มแยกต่างหาก
มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอะไรบ้าง
หลัก ๆ คือค่า RPC node สำหรับเชื่อมเครือข่าย ค่าบริการดึงราคาและข้อมูลธุรกรรม ค่าดูแลระบบและอัปเดตตามการเปลี่ยนแปลงของสโตร์และเครือข่าย
รับสร้าง Crypto Wallet สำหรับธุรกิจได้ไหม
ได้ กระเป๋าสำหรับองค์กรมักต้องการระบบอนุมัติหลายคนก่อนโอน แยกสิทธิ์ตามบทบาท และบันทึกการทำงานเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งต่างจากกระเป๋าผู้ใช้ทั่วไป เราออกแบบส่วนนี้ให้ตรงกับระเบียบภายในขององค์กร
คุยกับทีมงานก่อนตัดสินใจ
บอกเราว่าโจทย์ของคุณคืออะไร ทีม Solution Architect ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมประเมินขอบเขตงานและแนวทางเบื้องต้นให้ฟรี ถ้าเราประเมินแล้วว่าสิ่งที่คุณต้องการไม่คุ้มค่า เราจะบอกตรง ๆ